Japan trip – Day 3 – Part one (Meiji shrine)

วันนี้กับการเที่ยวญี่ปุ่นวันที่สาม และเป็นวันสุดท้ายที่อยู่โตเกียว เราเลยเริ่มต้นยามเช้ากับการตื่นแต่เช้า ออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์ พร้อมกับเดินมากินอาหารเช้าที่ร้านSukiya ร้านนี้กินตั้งแต่ที่ไทย เพราะมีมาเปิดที่ห้างแฟชั่นฯ ซึ่งเราก็ว่ารสชาติดีทีเดียว พอมาญี่ปุ่นก็เจอร้านนี้อยู่แถวโรงแรมแถมเปิด24ชม.ด้วย ที่รู้ว่าเปิดตลอดเวลาเพราะเห็นป้ายห้ามสูบบุหรี่24ชม. เลยเดาว่าคงเปิดตลอดมั้ง ตอนแรกไม่กล้าเข้าไป เพราะไม่เห็นมีคน จนเห็นลุงคนนึงเดินเข้าไป เลยเดินตามเข้าไปบ้าง เมนูที่แพรเลือกรับอรุณคือ ข้าวหน้าปลาไหล กิมจิ และไข่ออนเซน … อย่าแปลกใจหากมาญี่ปุ่นช่วงฤดูร้อนแล้วจะเจอแต่ตามร้านอาหารติดป้ายโฆษณาข้าวหน้าปลาไหล ซูชิปลาไหล ไปไหนก็เจอแต่ปลาไหล นั่นก็เพราะว่า ปลาไหลถือว่าเป็นยาอายุวัฒนะหน้าร้อนค่ะ

ปลาไหลย่าง หรือ Unagi เป็นปลาที่มีวิตามินAสูง ข้าวหน้าปลาไหลย่างหนึ่งที่มีวิตามินเอสูงถึงสามเท่าของวิตามินเอที่คนทั่วไปรับในหนึ่งวัน โดยนอกจากวิตามีนเอแล้ว ยังมีวิตามินบี, อี, อีพีเอ และธาตุเหล็กสูงอีกด้วย หนังลื่น ๆ ของปลาไหลมีน้ำตาลชนิดหนึ่งที่ช่วยเคลือบผิวกระเพาะอาหาร จึงทำหใ้ผู้คนนิยมกินปลาไหลกันมาก “ขอบคุณข้อมูลจาก Osaka Convention & Tourism Bureau ค่ะ

นั่งรอพักนึง พ่อครัวก็นำอาหารมาเสิร์ฟ ปลาไหลชิ้นใหญ่และหนามาาาาาาก เป็นสิ่งที่หากินได้แต่ที่ญี่ปุ่นกับราคาแค่แปดร้อยกว่าเยน ที่เมืองไทยนี่บางยังก่ะเหยีบมา ที่ประทับใจอีกอย่างคือไข่ออนเซน ให้มาตอกเองและที่เปลือกไข่มีสติ๊กเกอร์บอกว่าควรบริโภคก่อนเมื่อไหร่ด้วย สะอาดปลอดภัยจริง ๆ

เมื่ออิ่มของคาว ก็ต้องล้างปากด้วยของหวาน ของหวานประจำฤดูร้อนของญี่ปุ่นก็ต้องนี่เลย “น้ำแข็งไส” แต่น้ำแข็งไสวันนี้ไม่ธรรมดา เพราะมีไอติมนมอยู่ตรงกลางด้วย รสชาติเหมือนโซดาโฟรทเลยยยยยยยยยยยยย อร่อยสุด ๆ เอ้า…อิ่มแล้วก็ออกเดินทางได้

วันนี้เรามาเริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยการมาไหว้พระค่ะ แถวHarajuku ที่ศาลเจ้าMeiji-jingo เป็นศาลเจ้าของลัทธิชินโต ที่มีอาณาเขตกว้างขวาง เต็มไปด้วยต้นไม้มากมาย เดินมาถึงบริเวณทางเข้าก็ต้องประทับใจกับซุ้มประตู้ไม้ขนาดใหญ่ที่สวยงามมาก

ตลอดสองข้างทางที่เดินไปยังตัววัด มีต้นไม้ขึ้นคลึ้มไปหมด เป็นอีกสถานที่ที่แนะนำให้มาแต่เช้าเหมือนกัน เพราะสาย ๆ คนจะเริ่มมากันเยอะเลยค่ะ นี่ขนาดแปดโมงกว่า ๆ คนยังเริ่มเยอะแล้ว ระหว่างทางจะสัมผัสได้ถึงอากาศเย็น ๆ ชื้น ๆ เพราะเมื่อวานฝนตก ทำให้อากาศแถวนี้สบายทีเดียว

นอกจากสองข้างทางที่เป็นต้นไม้แล้ว ยังมีสิ่งสำคัญทางประวัติศาสตร์พร้อมป้ายอธิบายกำกับไว้ด้วย

เมื่อเข้ามาถึงบริเวณศาลเจ้าก็จะมีพื้นที่ให้ชำระล้างร่างกายก่อนเข้าไปในตัวศาลเจ้าหมือนกับทุก ๆ สถานที่ทางศาสนาของญี่ปุ่นค่ะ พอเดินเข้าไปในบริเวณศาลเจ้า ก็สังเกตุเห็นอาคารตั้งอยู่ด้านซ้ายมือ มีผู้ชายคนนึงใส่ชุดแบบญี่ปุ่นโบราณนั่งอยู่ด้านใน แต่เหมือนนั่งหลับ 555 แต่ก็ไม่รู้ว่าเค้านั่งอยู่ทำไม หลังจากเข้าไปไหว้พระและขอพรเรียบร้อย

 

ตอนเดินลงมาจากจุดโยนเหรียญ ก็เห็นซุ้มแขวนป้ายไม้ขอพร แต่เราไม่ได้ซื้อป้ายไม้มาเขียน เพราะตรงที่แขวนมีโต๊ะ พร้อมกระดาษ ปากกา และซอง ให้เขียนคำอธิษฐานและคำแสดงความขอบคุณต่อสิ่งดี ๆ ในชีวิตแล้วเอาใส่ซองหย่อนลงตู้ที่ต้องอยู่แถวนั้น

พอเขียนเสร็จเราก็เดินไปดูเครื่องรางที่ด้านหลัง มีเครื่องรางเยอะเลย แต่ที่วัดนี้ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการศึกษา สามารถเลือกซื้อได้ง่ายเพราะมีภาษาอังกฤษกำกับไว้ พอซื้อเครื่องรางเสร็จก็เห็นลุงคนนึงเดินมากันคนไม่ให้ไปขวางทางเดินตรงประตู เราก็มอง ๆ ว่าใครมา ปรากฏว่ามีงานแต่งงานแบบญี่ปุ่นจ้า เป็นพิธีแต่งงานแบบชินโต ซึ่งการแต่งงานแบบนิกายชินโต ถือเป็นพิธีแต่งงานดั้งเดินของชาวญี่ปุ่น โดยจะเห็นว่ามีพระเดินนำหน้ามาก่อน โดยท่านเดินแยกไปรอเตรียมพิธีอีกตึกหนึ่ง และคู่บ่าวสาวและญาติที่เดินตามมาในขบวน เจ้าหน้าที่จะพาไปถ่ายรูปหมู่ก่อน จะเห็นว่าญาติของฝ่ายบ่าวสาวส่วนใหญ่ใส่เสื้อผ้าสีดำ ซึ่งคิดว่าเป็นสีสุภาพของเค้า แต่ของเราจะใส่สีสดใส วันนี้นี่โชคดีจริง ๆ ที่ได้มีโอกาสเห็นพิธีอันสวยงามและน่าประทับใจแบบนี้

หลังจากออกมาจากวัดก็เดินมาสักพัก ก็จะเห็นว่ามีป้ายทางเข้าชมสวนบัว แต่เสียค่าเข้าเลยไม่ได้ไปดู แต่ช่วงนี้เป็นช่วงที่ดอกบัวที่ญี่ปุ่นสวยจริง ๆ แหละ

จากนั้นก็เดินมาถึงจุดขายของที่ระลึกที่เดินผ่านไปตอนแรกแต่ยังไม่แวะเพราะจะรีบไปไหว้พระก่อน ด้านในจะมีของไสตล์ญี่ปุ่น traditional ให้เลือกมากมาย ตั้งแต่ถ้วยชาแบบญี่ปุ่น ผ้าเช็ดหน้าลายแบบญี่ปุ่นสวย ๆ ชุดเกราะซามูไรแบบตั้งโชว์ ขนมญี่ปุ่น และอื่น ๆ อีกมากมาย เรียกว่าของฝากนี่จะจัดเต็มที่นี่ไปเลยก็ได้นะคะ ยิ่งพวกแม่ ๆ นี่เรียกว่าหายกันไปเลย

พอเราซื้อของเสร็จก็ออกมาเดินดูรอบ ๆ ก็จะมีร้านอาหาร และมีที่รับจองจัดงานแต่งงานด้วย เดินกันมาเยอะแล้ว เดี๋ยวไปตะลุยหาของกินกันดีกว่าเนอะ